คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (Cristiano Ronaldo): เครื่องจักรถล่มประตูที่สร้างตัวเองจากศูนย์

Browse By

ถ้าพูดถึงนักเตะที่ “สร้างตัวเอง” แบบโคตรจริงจัง จากเด็กเกาะเล็ก ๆ ที่ยากจน สู่ซูเปอร์สตาร์ระดับโลกที่ยิงเกิน 800 ประตู คว้าแชมป์แทบทุกถ้วย และดูแลร่างกายจนเล่นระดับท็อปได้เกินอายุที่คนอื่นเริ่มโรย ชื่อที่หนีไม่พ้นคือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (Cristiano Ronaldo)

เขาไม่ใช่แค่ “คู่แข่งต่างยุค” ของเมสซี่ แต่เป็นนิยามของคำว่า ความมุ่งมั่นแบบสุดขีด + ความเป็นมืออาชีพ 300% จนกลายเป็นตำนานที่คนทั้งโลกทั้งรัก ทั้งเถียง ทั้งเอาไปเปรียบเทียบไม่รู้จบ


วัยเด็กที่มาเดยร่า: จากเด็กเกาะเล็ก ๆ สู่การต้องเลือกว่าจะไปให้สุดหรือหยุดแค่ฝัน

  • ชื่อเต็ม: Cristiano Ronaldo dos Santos Aveiro
  • เกิด: 5 กุมภาพันธ์ 1985
  • สถานที่: เกาะมาเดยร่า (Madeira) โปรตุเกส

บ้านของเขาอยู่ในย่านค่อนข้างยากจน พ่อทำงานเป็นภารโรง/เจ้าหน้าที่ดูแลสนามของสโมสรท้องถิ่น แม่ทำงานหนักเพื่อเลี้ยงลูก ๆ หลายคน

สิ่งที่อยู่กับโรนัลโด้ตั้งแต่เด็กคือ

  • ลูกบอลเก่า ๆ
  • ถนนแคบ ๆ บนเกาะ
  • ความหลงใหลที่แทบไม่แยกเขาออกจากฟุตบอลได้เลย

เขาเริ่มเล่นให้ทีมเยาวชน Andorinha ที่พ่อทำงานอยู่ ก่อนจะขยับไปเล่นให้ Nacional สโมสรใหญ่ขึ้นในเกาะเดียวกัน และในที่สุดก็ถูกแมวมองของ สปอร์ติง ลิสบอน (Sporting CP) สนใจ

อายุยังไม่ถึง 13 ดี เขาต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต:

จะบินจากเกาะบ้านเกิดไปอยู่ลิสบอนคนเดียว เพื่อไล่ตามความฝันนักฟุตบอลอาชีพเต็มตัวหรือไม่

เขาเลือก “ไปให้สุด”

ชีวิตในอะคาเดมีของสปอร์ติงไม่ง่ายเลย

  • คิดถึงบ้านมาก
  • ภาษา–วัฒนธรรมต่างจากเกาะ
  • ต้องซ้อมหนักเพื่อยืนหนึ่งจากเด็กพรสวรรค์ทั้งโปรตุเกส

แต่ด้วยนิสัย “ไม่ยอมแพ้” ที่เราเห็นทุกวันนี้ เขาทะลุขึ้นมาได้จริง ๆ


สปอร์ติง ลิสบอน: เวทีแจ้งเกิดที่ทำให้ทีมใหญ่ทั้งยุโรปหันมามอง

โรนัลโด้ไต่เต้าขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของสปอร์ติง และด้วยสไตล์

  • วิ่งเร็วจัด
  • เลี้ยงกินตัวแบบจัด ๆ
  • มีท่าล็อก–ชิพ–โยกที่ดูแล้วเข้าใจเลยว่า “กองหลังปวดหัวแน่”

เขาก็เริ่มเป็นที่พูดถึงในลีกโปรตุเกสอย่างรวดเร็ว

จุดเปลี่ยนสำคัญคือเกมอุ่นเครื่องระหว่าง สปอร์ติง ลิสบอน กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

  • โรนัลโด้เล่นฝั่งสปอร์ติง
  • เขาเลี้ยงหลบฟูลแบ็กแมนยูฯ แทบทั้งเกม ตบคู่ต่อสู้เละจนเพื่อนแมนยูฯ เองยังบอกเซอร์อเล็กซ์ประมาณว่า “โค้ชครับ ซื้อหมอนั่นเถอะ”

หลังจบเกมนั้นไม่นาน แมนยูฯ ก็จัดการเซ็นสัญญาเด็กหนุ่มหมายเลข 7 (ในอนาคต) คนนี้ไปเข้าทีมทันที


แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด: จากปีกจอมสับขา สู่ซูเปอร์สตาร์เบอร์ 7

ตอนมาถึงแมนยูฯ ใหม่ ๆ

  • โรนัลโด้ผอมบาง
  • สกิลเลี้ยงดี แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่คม
  • เล่นเยอะไปหน่อย ชอบโชว์–ขยี้สกิลจนเพื่อนบ่น

แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างคือ

  • เขาซ้อมหนักแบบบ้าพลัง
  • เพิ่มกล้ามเนื้ออย่างจริงจัง
  • ฝึกยิง–ฝึกฟรีคิก–ฝึกโหม่ง–ฝึกสปีด

ภายใต้การคุมของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เขาค่อย ๆ เปลี่ยนจาก “ปีกจอมสับขา” กลายเป็น “ตัวรุกที่จบสกอร์ได้โหด”

กับแมนยูฯ เขาคว้า

  • แชมป์พรีเมียร์ลีกหลายสมัย
  • แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 2007–08
  • ถ้วยในประเทศอีกมากมาย

ฤดูกาล 2007–08 นี่เองที่โรนัลโด้ระเบิดฟอร์ม

  • ยิงเกิน 40 ประตูในทุกรายการ
  • ได้ทั้งรางวัลดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก
  • คว้า บัลลงดอร์ลูกแรก ของตัวเอง

สไตล์ตอนนั้นคือ

  • ปีกขวา/ซ้ายที่ตัดเข้าในมายิง
  • ลูกฟรีคิก “วิถีลูกธนู” ที่บอลลอยส่ายกลางอากาศ
  • โหม่งได้ดี ทั้งที่ตอนเด็กไม่ใช่สไตล์โหม่งเท่าไหร่ แต่ฝึกจนทำได้

เรอัล มาดริด: เครื่องจักรถล่มประตูที่ตัวเลขเกือบไม่ใช่มนุษย์แล้ว

ปี 2009 โรนัลโด้ย้ายไป เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวระดับสถิติโลก

จากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือ… ตัวเลขเริ่มไม่ดูเหมือนมนุษย์ธรรมดาแล้วจริง ๆ

กับมาดริด เขา

  • ลงเล่นในทุกรายการให้สโมสรประมาณ 400 กว่านัด
  • ยิงรวมมากกว่า 450 ประตู (เฉลี่ยเกิน 1 ประตูต่อเกมนิด ๆ ในหลายฤดูกาล)
  • กลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของสโมสร

เขาพามาดริดคว้า

  • แชมป์ลาลีกา
  • แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 4 สมัยในยุคของเขา (รวมเป็น “La Décima” และต่อเนื่องหลังจากนั้น)
  • แชมป์โกปา เดล เรย์ และถ้วยอื่น ๆ อีกเพียบ

ที่โหดคือ

  • ฤดูกาลหนึ่ง ๆ ยิงระดับ 50+ ประตูเป็นเรื่องปกติ
  • เป็นดาวซัลโวแชมเปียนส์ลีกหลายสมัย
  • ยิงได้ทั้งซ้าย–ขวา–โหม่ง–ฟรีคิก–จุดโทษ

ในช่วงนี้เองที่โลกได้เห็นการดวล เมสซี่ vs โรนัลโด้ ทั้งในลีกทั้งยุโรป จนกลายเป็น “ยุคทองแห่งการถกเถียง”

เวลาแฟนบอลจะเลือกฝั่งเชียร์ หรือจะวิเคราะห์ฟอร์มก่อนลุยสเต็ปบอลชุด (ในใจตัวเองนี่แหละ 555) ชื่อของโรนัลโด้คือ “ตัวแปรรับประกันความอันตราย” ระดับถ้าอยู่ในสนามแล้ว ไม่ควรมองข้ามแม้เสี้ยววินาที


ยูเวนตุส และการพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้เก่งแค่ในลีกเดียว

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างล้นที่มาดริด โรนัลโด้ย้ายไป ยูเวนตุส

เป้าหมายมีทั้ง

  • ท้าทายตัวเองในลีกที่ขึ้นชื่อเรื่องเกมรับอย่างเซเรีย อา
  • แสดงให้เห็นว่า “ไม่ใช่แค่เก่งเพราะระบบทีมเดิม”

กับยูเว่ เขาก็ยัง

  • ยิงประตูเกิน 20 ลูกต่อฤดูกาลในลีก
  • เป็นดาวซัลโวเซเรีย อา
  • พาทีมคว้าแชมป์ลีกอิตาลี

ถึงจะไม่สามารถพายูเว่คว้าแชมเปียนส์ลีกได้อย่างที่สโมสรหวัง แต่เขาก็พิสูจน์ชัดเจนว่า “ลีกไหนก็ยิงได้”


กลับแมนยูฯ และไปซาอุฯ: ปลายทางที่ยังไม่หยุดยิง

หลังจากยูเวนตุส โรนัลโด้กลับไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อีกครั้งในช่วงสั้น ๆ

  • เปิดตัวด้วยการยิงเบิ้ล
  • ยังแสดงให้เห็นว่าแม้อายุเกินสามสิบกลาง ๆ แต่สัญชาตญาณจบสกอร์ยังดี

ต่อมาเขาย้ายไปเล่นในลีกซาอุดีอาระเบียกับสโมสรใหญ่ที่พร้อมทุ่มทั้งโปรเจกต์และสัญญา เขายังยิงประตูต่อเนื่อง กลายเป็นหนึ่งในตัวหลักที่ช่วยดันภาพลักษณ์ลีกให้คนทั่วโลกหันมามอง

ตรงนี้สะท้อนนิสัยเขาชัดมากว่า

ต่อให้เปลี่ยนประเทศ เปลี่ยนสโมสร เปลี่ยนลีก
สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนคือ “ความหิวประตู” และความจริงจังในทุกเกม


ทีมชาติโปรตุเกส: จากดาวรุ่งขี้อาย สู่กัปตันแชมป์ยุโรป

ทีมชาติคือเวทีที่โรนัลโด้แสดงให้เห็นอีกเฟสของชีวิต

เขาลงเล่นให้โปรตุเกสตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น และค่อย ๆ รับหน้าที่สำคัญขึ้นเรื่อย ๆ

ยูโร 2004 – น้ำตาของดาวรุ่ง

ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ที่ทำให้คนทั้งโลกรู้จักเขาคือ ยูโร 2004 ที่โปรตุเกสเป็นเจ้าภาพ

  • ตอนนั้นยังเป็นดาวรุ่ง
  • แต่ลากเลื้อยฝั่งซ้ายแบบทำให้กองหลังหัวหมุน
  • พาทีมเข้าถึงนัดชิง ก่อนจะแพ้กรีซแบบช็อกสุด ๆ

ภาพโรนัลโด้ร้องไห้หลังจบเกมกลายเป็นภาพจำของแฟนบอลยุคนั้น

ยูโร 2016 – ชดใช้ความเจ็บปวดด้วยแชมป์ยุโรป

หลังจากพลาดในหลายทัวร์นาเมนต์ โปรตุเกสในที่สุดก็ทำได้ใน ยูโร 2016

  • โรนัลโด้เป็นกัปตันทีม
  • พาทีมเข้าถึงนัดชิงกับฝรั่งเศส

แม้ในนัดชิงเขาจะเจ็บจนต้องออกจากสนามเร็ว แต่จากข้างสนามเขายัง

  • ตะโกนสั่งเพื่อน
  • วิ่งโค้ชข้าง ๆ เฟร์นันโด ซานโตส แบบเหมือนเป็นโค้ชอีกคน

สุดท้ายโปรตุเกสชนะฝรั่งเศส คว้าแชมป์ยูโรครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศ

ภาพเขาชูถ้วย พร้อมน้ำตาและรอยยิ้ม คือการปิดบางส่วนของแผลเก่ายูโร 2004 และตอกย้ำว่า

โรนัลโด้ไม่ได้เป็นแค่คนยิงเยอะ แต่เป็นผู้นำของชาติทั้งชาติ

ต่อมาเขายังพาทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า เนชันส์ ลีก เพิ่มในระดับทีมชาติอีกหนึ่งรายการ


สไตล์การเล่น: จากปีกสปีดจัด สู่กองหน้าสายคม

โรนัลโด้แบ่งสไตล์ได้คร่าว ๆ ตามยุค

ยุคแมนยูฯ (ช่วงแรก)

  • ปีกขวา/ซ้าย
  • เน้นเลี้ยงกินตัว ล็อก–โยก–ซีดึงหลอก
  • ยิงไกล–ฟรีคิกส่าย

ยุคมาดริด (พีกสุด)

  • เปลี่ยนมาเป็น “Inside Forward” / กึ่งกองหน้าตัวเป้า
  • ใช้การวิ่งตัดหลังแบ็ก–เซ็นเตอร์ เข้าไปจบสกอร์ในกรอบ
  • เพิ่มการโหม่งระดับสุดยอด (ทั้งจังหวะกระโดด ความสูง และการโหม่งเปลี่ยนทิศบอล)
  • ลดการเลี้ยงพร่ำเพรื่อ แต่เพิ่มความคมของทุกสัมผัสบอล

ยุคปลาย (ยูเว่, ทีมชาติช่วงหลัง, ซาอุฯ)

  • เล่นเป็นศูนย์หน้าตัวเป้าชัด ๆ มากขึ้น
  • เน้นยืนหาพื้นที่ดี ๆ ในกรอบเขตโทษ
  • ใช้ประสบการณ์ในการอ่านเกมแทนสปีดที่เริ่มลดลง

จุดที่เหมือนกันทุกยุคคือ

  • ความกระหายในการทำประตู
  • มาตรฐานการดูแลร่างกายและวินัยระดับสูง
  • ทัศนคติที่พร้อมจะพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลา

บุคลิกและชีวิตนอกสนาม: แข็งกร้าวในเกม แต่ครอบครัวคือจุดอ่อน

โรนัลโด้ถูกมองว่า

  • หลงตัวเองบ้าง
  • มั่นใจมาก ๆ (ถึงขั้นโอเวอร์)
  • แสดงอารมณ์เยอะในสนาม

แต่ถ้าดูภาพนอกสนาม จะเห็นว่า

  • เขาผูกพันกับครอบครัวมาก โดยเฉพาะแม่
  • รักลูก ๆ และใช้เวลาร่วมกันบ่อย
  • ทำงานการกุศลหลายด้าน บริจาคเงินและช่วยองค์กรต่าง ๆ อยู่เรื่อย ๆ

เขายังกลายเป็นหนึ่งในนักกีฬาแถวหน้าของโลกในเชิงการตลาด

  • มีสปอนเซอร์ส่วนตัวจำนวนมาก
  • มีแบรนด์เสื้อผ้า น้ำหอม โรงแรม ฯลฯ เป็นของตัวเอง
  • ยอดผู้ติดตามบนโซเชียลสูงระดับต้น ๆ ของโลก

ขณะเดียวกัน เสียงวิจารณ์ก็มี ทั้งเรื่องท่าทางในสนาม–การให้สัมภาษณ์–ทัศนคติที่ดู “มั่นใจในตัวเองมากเกินไป” ในสายตาบางคน แต่ทั้งหมดนั้นก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพจำโรนัลโด้แบบเต็ม ๆ


มรดกของคริสเตียโน่ โรนัลโด้

สิ่งที่โรนัลโด้ฝากไว้ให้โลกฟุตบอลมีหลายมิติ

  1. มาตรฐานใหม่ของการดูแลตัวเอง
    • เขาแสดงให้เห็นว่า นักเตะถ้าดูแลร่างกายดี ซ้อมจริงจัง สามารถเล่นระดับสูงได้ยาวนานกว่าที่เคยคิดกัน
    • กล้ามเนื้อ–ความฟิต–การควบคุมอาหาร กลายเป็นเรื่องจริงจังในยุคหลัง ๆ ที่นักเตะรุ่นใหม่เอาเป็นแบบอย่าง
  2. การเป็น “เครื่องจักรถล่มประตู” ที่ยังมีทักษะครบ
    • ไม่ใช่แค่ตัวจบสกอร์ แต่มีทั้งสปีด เลี้ยง จบสกอร์ ลูกกลางอากาศ ลูกนิ่ง ครบชุด
  3. แรงบันดาลใจจากเด็กเกาะเล็ก ๆ สู่ซูเปอร์สตาร์โลก
    • เรื่องของเขาทำให้เห็นว่า ต่อให้เริ่มต้นจากครอบครัวธรรมดา หรือต่างจังหวัด ต่างเกาะ แต่ถ้าขยันและมีโอกาส ก็ไปถึงจุดสูงสุดได้
  4. การดวลกับเมสซี่ที่ยกระดับทั้งสองฝ่าย
    • การแข่งขันระหว่างเขากับเมสซี่ ทำให้แฟนบอลทั้งโลกได้เห็น “มาตรฐานความสุด” ของฟุตบอลระดับบุคคล
    • ทั้งคู่ดันกันไปเรื่อย ๆ ให้ยิงเยอะขึ้น เล่นดีขึ้น คว้าแชมป์มากขึ้น
  5. ภาพจำของผู้นำในทีมชาติ
    • จากเด็กที่เคยร้องไห้ในยูโร 2004 สู่กัปตันที่ชูถ้วยยูโร 2016 และรายการอื่น ๆ กับโปรตุเกส

ปิดท้าย

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (Cristiano Ronaldo) คือคนที่ทำให้คำว่า

“พรแสวง”

ดังไม่แพ้ “พรสวรรค์”

เขาไม่ได้เกิดมาพร้อมรูปร่างเพอร์เฟ็กต์ที่สุด หรือทักษะลื่นที่สุดตั้งแต่วันแรก แต่เขาฝึก ฝืน และเพิ่มทุกอย่างให้สุดทาง จนจากเด็กเกาะมาเดยร่าที่หลายคนอาจไม่รู้จัก กลายเป็นหนึ่งในชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

ต่อให้เวลาผ่านไปอีกหลายสิบปี ชื่อของเขาก็ยังจะถูกหยิบขึ้นมาถกในวงแฟนบอลแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง

  • ใครคือดาวยิงที่โหดที่สุด
  • ใครคือนักเตะที่ขยันสุด
  • ใครคือนักฟุตบอลที่สร้างตัวเองจากศูนย์ได้ไกลที่สุด

ไม่ว่าคำตอบแต่ละคนจะต่างกันแค่ไหน แต่ “โรนัลโด้” จะยังอยู่ในบทสนทนานั้นเสมอ 🎖️⚽