ฟรานซ์ เบคเคนเบาว์เออร์ (Franz Beckenbauer): จักรพรรดิหมายเลข 5 ผู้สร้างนิยามใหม่ให้กองหลัง

Browse By

ถ้าพูดถึงกองหลังที่ “ไม่เหมือนกองหลัง” แต่เล่นเหมือนเพลย์เมกเกอร์ ตัวลากบอล และผู้นำทั้งทีมในคนเดียว ชื่อของ ฟรานซ์ เบคเคนเบาว์เออร์ (Franz Beckenbauer) จะต้องโผล่มาเป็นชื่อแรก ๆ เสมอ เขาคือคนที่ทำให้คำว่า “ลิเบโร่” ดังไปทั่วโลก พาบาเยิร์น มิวนิกก้าวสู่มหาอำนาจยุโรป และพาเยอรมนีตะวันตกคว้าแชมป์โลกทั้งในฐานะกัปตันทีม และเฮดโค้ช ก่อนในที่สุดจะถูกยกให้เป็นหนึ่งในนักเตะทรงอิทธิพลที่สุดตลอดกาลของวงการลูกหนัง

ทุกวันนี้เวลาเราดูทีมที่ให้เซนเตอร์ดันขึ้นกลางสนาม ตั้งเกมจากแดนหลัง ไล่เพรสสูงทั้งทีม ไม่ว่าจะดูเพลิน ๆ หรือดูจริงจังไปพร้อมกับลุ้นสกอร์ในเว็บอย่าง ทางเข้า UFABET ล่าสุด ดีเอ็นเอของฟุตบอลแบบนี้มีชื่อของฟรานซ์ เบคเคนเบาว์เออร์ซ่อนอยู่แน่นอน


ภาพรวมเร็ว ๆ: ทำไม “Der Kaiser” ถึงยิ่งใหญ่ขนาดนั้น

ขอรวบเป็นช็อตสั้นก่อน แล้วค่อยลงดีเทลทีหลังว่า ฟรานซ์ เบคเคนเบาว์เออร์ ทำอะไรไว้บ้างบนโลกฟุตบอล

  • เกิดที่มิวนิก 11 กันยายน 1945 และเสียชีวิตวันที่ 7 มกราคม 2024 ที่ซัลซ์บูร์ก อายุ 78 ปี
  • เริ่มเล่นอาชีพกับบาเยิร์น มิวนิก ปี 1964
  • จากมิดฟิลด์ถูกดันไปเป็น “ลิเบโร่” – เซนเตอร์ตัวหลังกองหลัง ที่ทั้งเก็บกวาดและขึ้นเกมเอง
  • พาบาเยิร์นคว้า
    • บุนเดสลีกาหลายสมัย
    • แชมป์ยุโรป 3 ปีติด (1974, 1975, 1976)
  • ติดทีมชาติเยอรมนีตะวันตก 103 นัด ยิง 14 ประตู
  • แชมป์โลก 1974 ในฐานะกัปตันทีม + แชมป์ยูโร 1972 + รองแชมป์/อันดับ 3 ทัวร์นาเมนต์ใหญ่อีกเพียบ
  • คว้าบัลลงดอร์ 2 สมัย (1972, 1976) ในฐานะกองหลัง
  • เป็น 1 ใน 3 คนบนโลกที่ได้แชมป์ฟุตบอลโลกทั้งในฐานะนักเตะ และโค้ช (ร่วมกับ Mário Zagallo, Didier Deschamps) – เขาคว้าแชมป์ในฐานะกัปตันปี 1974 และโค้ชปี 1990
  • หลังแขวนสตั๊ด ยังเป็นผู้บริหารบาเยิร์น และหัวหน้าคณะจัดฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนี

พูดง่าย ๆ คือ เขาไม่ได้เป็นแค่ตำนานสโมสรหรือตำนานทีมชาติ แต่เป็น “คนหนึ่งที่เปลี่ยนหน้าตาฟุตบอลสมัยใหม่”


วัยเด็กในมิวนิก: จากถนนย่าน Giesing สู่ชุดเยาวชนบาเยิร์น

ฟรานซ์ เบคเคนเบาว์เออร์ เกิดที่มิวนิก หลังสงครามโลกครั้งที่สองไม่นาน สภาพบ้านเมืองยังฟื้นตัว แต่เด็กชายฟรานซ์ก็มีอย่างหนึ่งที่ไม่ขาดเลยคือ “ลูกบอล”

  • เล่นบอลข้างถนนกับเพื่อนในย่าน Giesing
  • เข้าอะคาเดมีทีมท้องถิ่น (SC 1906 München)
  • ปี 1959 เข้าสู่ทีมเยาวชนของ บาเยิร์น มิวนิก และอยู่ยาวจนไต่ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 1964

ตอนนั้นบาเยิร์นยังไม่ได้เป็นยักษ์ใหญ่แบบทุกวันนี้ เป็นแค่หนึ่งในทีมจากเมืองใหญ่ที่กำลังสร้างตัวในบุนเดสลีกา การมีดาวรุ่งที่ฉลาด อ่านเกมเก่งอย่างเขา จึงกลายเป็นแกนหลักพาทีมไต่ระดับขึ้นเรื่อย ๆ


สร้างบาเยิร์นให้กลายเป็น “เสือใต้” จริง ๆ

เบคเคนเบาว์เออร์เดบิวต์ให้ทีมชุดใหญ่ในเกมเพลย์ออฟเลื่อนชั้นปี 1964 ก่อนจะเริ่มเก็บแชมป์เรื่อย ๆ ตั้งแต่กลางยุค 60

ไทม์ไลน์โดยย่อกับบาเยิร์น

  • 1964–65: พาทีมเลื่อนชั้นสู่บุนเดสลีกา
  • กลาง–ปลายยุค 60:
    • แชมป์เดเอฟเบ โพคาล
    • แชมป์คัพวินเนอร์สคัพ 1967 – แชมป์ยุโรปใบแรกของสโมสร
  • จากนั้น…โหมดโกยถ้วย
    • แชมป์บุนเดสลีกา 1968–69
    • แชมป์ลีก 3 สมัยติด 1971–72, 1972–73, 1973–74
    • แชมป์ European Cup 3 สมัยติด 1973–74, 1974–75, 1975–76 (ปัจจุบันคือยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก)

ในช่วงนี้ เบคเคนเบาว์เออร์เป็นกัปตันทีม และค่อย ๆ เปลี่ยนจากมิดฟิลด์ไปเป็นเซนเตอร์ตัวหลังกองหลัง – “ลิเบโร่” แท้ ๆ คนแรก ๆ ของโลก

เขาไม่ใช่แค่กองหลังที่เตะทิ้งเคลียร์ออก แต่เป็นคนเริ่มต้นเกมรุกจากแดนตัวเอง คือรับบอลจากเพื่อนแล้วพาบอลขึ้นไปเอง หรือวางบอลยาวทะลุขึ้นหน้าแบบแม่นจนแฟนบอลอ้าปากค้าง

ถ้าเราดูบอลยุคนี้แล้วชอบเซ็นเตอร์แบบเล่นบอลเก่ง ๆ ตั้งเกมจากหลัง (อย่างพวกสไตล์ลาปอร์ต, สโตนส์, ฮูมเมิลส์ ฯลฯ) แล้วกำลังวิเคราะห์จะต่อสเต็ปบิลใน สมัคร UFABET ให้เข้าทางทีมที่ชอบ บอกได้เลยว่าต้นสายของสไตล์นี้ต้องมีชื่อของเบคเคนเบาว์เออร์แน่นอน


ลิเบโร่คืออะไร และทำไม “จักรพรรดิ” ถึงพิเศษ

คำว่า Libero มาจากภาษาอิตาลีประมาณว่า “ตัวอิสระ”

บทบาทนี้ในมือของเบคเคนเบาว์เออร์ คือ

  • ยืนต่ำสุดในแนวรับ แต่
  • มีสิทธิ์ดันสูงขึ้นกลางสนาม
  • เป็นคน “อ่านเกม” และสั่งการแนวรับทั้งแผง
  • มีหน้าที่จ่ายบอลขึ้นหน้าให้มิดฟิลด์/แนวรุกต่อเกม

จุดที่ทำให้เขาโคตรพิเศษ

  1. อ่านเกมล่วงหน้า
    เขามักจะขยับไปอยู่ในที่ที่บอลกำลังจะมา ไม่ใช่รอให้บอลมาถึงก่อนแล้วค่อยเคลื่อน
  2. ไม่กลัวโดนเพรส
    เวลาโดนบีบ เขาก็ยังนิ่ง รับบอลแล้วแตะเปิดออกหรือจ่ายคืนอย่างใจเย็น
  3. ดันเกมขึ้นเองได้
    หลายครั้งเขาเลี้ยงบอลกินแดนขึ้นไปถึงกลางสนาม หรือลากจนถึงหน้าเขตโทษคู่แข่ง แล้วจ่ายจบ หรือยิงเอง
  4. ภาวะผู้นำ
    ท่าทางสง่างาม การยืน ตะโกนสั่ง การชูมือ ทุกอย่างมี “ความจักรพรรดิ” จนได้ฉายาว่า Der Kaiser – จักรพรรดิ ไม่ใช่เพราะหล่ออย่างเดียว แต่เพราะมีรัศมีของผู้นำจริง ๆ

พูดแบบง่าย ๆ คือ เขาเปลี่ยนภาพของ “เซนเตอร์แบ็ก” จากคนที่มีหน้าที่แค่เตะทิ้ง–ประกบตัว เป็น “ตัวเริ่มต้นทุกอย่าง” ของทีมไปเลย


ทีมชาติเยอรมนีตะวันตก: จากดาวรุ่งปี 1966 สู่กัปตันแชมป์โลก 1974

ดาวรุ่งในฟุตบอลโลก 1966 และเม็กซิโก 1970

เขาติดทีมชาติเยอรมนีตะวันตกตั้งแต่กลางยุค 60 และไปเล่นฟุตบอลโลก 1966 ที่อังกฤษในฐานะดาวรุ่ง ก่อนทีมจะเข้าชิงกับเจ้าภาพและพ่ายไปอย่างดราม่า

ฟุตบอลโลก 1970 ที่เม็กซิโก เขากลับมาในภาพของสตาร์เต็มตัว พาทีมเข้าถึงรอบรองฯ และมีแมตช์คลาสสิกกับอิตาลี (เกม “แมตช์แห่งศตวรรษ”) ก่อนจบทัวร์นาเมนต์ด้วยอันดับ 3 ของโลก

ยูโร 1972 – ทีมชาติที่โหดจัด

ปี 1972 เยอรมนีตะวันตกคว้าแชมป์ ยูโร 1972 ซึ่งมักถูกยกให้เป็นหนึ่งในทีมชาติยุโรปที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์

  • เบคเคนเบาว์เออร์คือหัวใจเกมรับ–เริ่มเกม
  • ผสานงานกับเน็ตเซอร์, มุลเลอร์ ฯลฯ อย่างลงตัว

ฟุตบอลโลก 1974 – ชูถ้วยในบ้านตัวเอง

จุดพีกสุดคือ ฟุตบอลโลก 1974 ที่ประเทศตัวเองเป็นเจ้าภาพ

  • เขาสวมปลอกแขนกัปตัน
  • พาทีมเข้าชิงกับเนเธอร์แลนด์ของโยฮัน ครัฟฟ์ (โททัลฟุตบอล vs ระเบียบเยอรมัน)
  • แม้เนเธอร์แลนด์จะเล่นสวยกว่า แต่เยอรมนีตะวันตกเฉียบกว่า จบเกมด้วยชัยชนะ 2–1

ผลลัพธ์คือ

  • เยอรมนีตะวันตกแชมป์โลกสมัยที่ 2
  • ภาพ “เบคเคนเบาว์เออร์ชูถ้วยเวิลด์คัพ” กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่โลกจำกันทั้งวงการ

หลังจากนั้นเขายังพาทีมเข้าชิงยูโร 1976 (รองแชมป์) ก่อนจะอำลาทีมชาติในฐานะหนึ่งในกัปตันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเยอรมนี


ท้ายยุคนักเตะ: New York Cosmos และ Hamburger SV

หลังฟาดฟันในยุโรปมานาน เบคเคนเบาว์เออร์ย้ายไปหาประสบการณ์ใหม่กับ New York Cosmos ในลีก NASL ช่วงปลายยุค 70

  • เล่นร่วมกับตำนานอย่างเปเล่
  • ช่วยโปรโมตฟุตบอลในสหรัฐฯ
  • คว้าแชมป์ลีก NASL หลายสมัย

จากนั้นกลับยุโรปมาที่ Hamburger SV ช่วงต้นยุค 80 และช่วยทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีกาอีกครั้ง ก่อนจะไปปิดฉากกับ Cosmos อีกรอบ แล้วจึงแขวนสตั๊ด

รวมการเล่นอาชีพ

  • ลงเล่นระดับสโมสรมากกว่า 550 นัด
  • ยิงได้เกือบ 80 ประตู ทั้งที่เล่นตำแหน่งกองหลัง/มิดฟิลด์ตัวรับเป็นส่วนใหญ่

กลับมาพิชิตโลกในฐานะโค้ชทีมชาติ

แขวนสตั๊ดได้ไม่นาน เขาถูกดึงมาคุม ทีมชาติเยอรมนีตะวันตก ในปี 1984

รองแชมป์โลก 1986

ฟุตบอลโลก 1986 ที่เม็กซิโก เขาพาทีมถึงนัดชิงเจอกับอาร์เจนตินาของมาราโดน่า

  • เกมสุดมันส์จบด้วยการแพ้ 2–3
  • แต่ทุกคนเห็นชัดว่า เยอรมนีภายใต้การคุมทีมของ “Der Kaiser” เล่นอย่างมีโครง สู้ได้ทุกทีม

แชมป์โลก 1990 – ปิดจ็อบในฐานะกุนซือตำนาน

ฟุตบอลโลก 1990 ที่อิตาลี

  • เยอรมนีตะวันตกเข้าชิงอีกครั้ง เจออาร์เจนตินาอีกครั้ง (รีแมตช์เวิลด์คัพ 1986)
  • คราวนี้ชนะ 1–0 คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3

เบคเคนเบาว์เออร์จึงกลายเป็น

  • คนที่ได้แชมป์โลกในฐานะกัปตัน (1974)
  • และได้แชมป์โลกอีกครั้งในฐานะโค้ช (1990)

อยู่ในลิสต์เดียวกับ Mário Zagallo และต่อมาคือ Didier Deschamps – กลุ่มคนระดับ “ทำได้ทั้งในสนามและข้างสนามครบชุด”

หลังจากนั้นเขาไปคุมสโมสรอย่าง โอลิมปิก มาร์กเซย ระยะสั้น คุมบาเยิร์น มิวนิกในบางช่วงต้นยุค 90 และกลางยุค 90 เก็บถ้วยบุนเดสลีกาและยูฟ่าคัพเพิ่มในฐานะโค้ชอีกด้วย


ผู้บริหารบาเยิร์น และเบื้องหลังบอลโลก 2006

เมื่อยุคโค้ชเริ่มซา เขาก็เปลี่ยนบทบาทอีกครั้ง กลายเป็นผู้บริหารระดับสูงของสโมสร และสมาคมฟุตบอลเยอรมัน

  • เป็นประธานสโมสรบาเยิร์น มิวนิก และต่อมาเป็นประธานกิตติมศักดิ์
  • มีส่วนสำคัญในการบริหาร ทำให้บาเยิร์นกลายเป็น “สโมสรตัวอย่างด้านการจัดการ” ในยุโรป

ส่วนในระดับประเทศ

  • เขาเป็นหัวหอกสำคัญในการผลักดัน การเสนอตัวจัดฟุตบอลโลก 2006 ของเยอรมนี
  • เป็นประธานคณะจัดงานฟุตบอลโลก 2006 ที่ได้รับคำชมว่าจัดได้เนี้ยบ สนุก และช่วยรีแบรนด์ภาพลักษณ์เยอรมนีในสายตาชาวโลกอีกครั้ง

แน่นอนว่าหลังจากนั้นก็มีการสอบสวนเรื่องการจัดงานและการเงินอยู่บ้าง แต่ในมุมแฟนบอลทั่วไป ภาพจำใหญ่คือ “บอลโลกที่เยอรมนีปี 2006 = Feel good tournament”


ช่วงบั้นปลายและการจากไป

ในช่วงหลัง เบคเคนเบาว์เออร์ทำหน้าที่ทูตกีฬา นักวิเคราะห์เกม และคอลัมนิสต์ให้สื่อเยอรมันมาหลายปี ก่อนจะค่อย ๆ ถอยจากสปอตไลต์ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพและคดีความที่ลากยาว (ซึ่งสุดท้ายหมดอายุความไป)

วันที่ 7 มกราคม 2024 เขาเสียชีวิตที่ซัลซ์บูร์ก ประเทศออสเตรีย ด้วยวัย 78 ปี ข่าวนี้ทำให้คนทั้งเยอรมนีและแฟนบอลทั่วโลกออกมาไว้อาลัยอย่างกว้างขวาง ทั้งสโมสรเก่า ทีมชาติ องค์กรฟุตบอล และนักเตะ–โค้ชรุ่นหลังที่เติบโตมากับเรื่องเล่าของ “Der Kaiser”


เกียรติยศหลังจากเสียชีวิต: รูปปั้น จัตุรัส และถ้วยใหม่ในชื่อเขา

หลังการจากไป โลกฟุตบอลไม่ได้หยุดให้เกียรติเขาแค่วันสองวัน

  • สนามอลิอันซ์ อารีนา เปลี่ยนที่อยู่เป็น “Franz-Beckenbauer-Platz 5” ในปี 2025 เพื่อยกย่องหมายเลข 5 อันเป็นตำนานของเขา
  • กันยายน 2025 บาเยิร์นเปิดตัว รูปปั้นบรอนซ์ของเบคเคนเบาว์เออร์ หน้าสนาม แสดงท่าทางในยุคที่เขายังเป็นกัปตันเสือใต้ ช่วงสร้างแชมป์ลีก 3 ปีติดในยุค 70 รูปปั้นตั้งคู่ใกล้ ๆ กับเกร์ด มุลเลอร์ เพื่อนซี้และพันธมิตรในสนาม
  • มีการจัดทัวร์นาเมนต์พิเศษ “Beckenbauer Cup” รวมทีมตำนานจากสโมสรใหญ่ ๆ เพื่อรำลึกถึงเขา และระดมทุนให้มูลนิธิของเบคเคนเบาว์เออร์

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า สำหรับบาเยิร์น และวงการฟุตบอลเยอรมนี “Der Kaiser” ไม่ใช่แค่คนที่เคยเก่ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอสโมสรและทีมชาติไปเรียบร้อยแล้ว


มรดกทางฟุตบอล: ทำไมโลกถึงยกให้ฟรานซ์ เบคเคนเบาว์เออร์เป็น “จักรพรรดิ” ตัวจริง

ลองสรุปแบบเข้าใจง่าย ว่ามรดกที่ ฟรานซ์ เบคเคนเบาว์เออร์ (Franz Beckenbauer) ทิ้งไว้ให้ฟุตบอลคืออะไร

  1. เปลี่ยนภาพกองหลังไปตลอดกาล
    • จาก “คนเตะทิ้ง” กลายเป็น “คนเริ่มทุกอย่าง” ของทีม
    • ตำแหน่งลิเบโร่ที่เขาเล่น กลายเป็นแรงบันดาลใจของเซ็นเตอร์ยุคใหม่ที่เล่นบอลกับเท้าได้ดี
  2. แชมป์ในทุกบทบาท
    • แชมป์ยุโรปกับสโมสร
    • แชมป์โลกในฐานะกัปตันทีมชาติ
    • แชมป์โลกในฐานะเฮดโค้ชทีมชาติ อีกชุด
    • แชมป์ลีกกับหลายสโมสร ทั้งตอนเป็นนักเตะและโค้ช
  3. ผู้นำที่สง่างาม
    • ทั้งท่าทาง การสั่งการ การตัดสินใจในสนาม ทำให้คู่แข่งยังยอมรับว่ากำลังเจอกับ “ผู้นำตัวจริง”
    • ตัวเขากลายเป็นมาตรฐานของคำว่า “กัปตันเยอรมัน” ในสายตาคนทั่วโลก
  4. รากฐานความสำเร็จระยะยาว
    • บทบาทในบอร์ดบริหารบาเยิร์น
    • การช่วยดันฟุตบอลโลก 2006
      ทำให้ทั้งสโมสรและประเทศเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคงในยุคฟุตบอลสมัยใหม่

สำหรับคนดูบอลยุคนี้ เวลาเรารื้อสถิติดูเกมเก่า ๆ หรือไล่ดูไฮไลต์หาความรู้ก่อนจะตัดสินใจกดบิลใน ยูฟ่าเบท ชื่อของฟรานซ์ เบคเคนเบาว์เออร์ก็คงทำให้เราเห็นชัดว่า “ฟุตบอลที่ดี” ไม่ได้มีแค่กองหน้าที่ยิงเยอะ แต่ยังมี “กองหลังที่คิดเป็น” อยู่เบื้องหลังทุกความสำเร็จด้วย


เช็กลิสต์สั้น ๆ: ถ้าพูดว่า “ระดับจักรพรรดิ” แบบเบคเคนเบาว์เออร์ ต้องมีอะไรบ้าง

  • ⬜ เล่นได้ทั้งเกมรับ–เกมรุกในตำแหน่งกองหลัง
  • ⬜ อ่านเกมได้หนึ่ง–สองจังหวะล่วงหน้า
  • ⬜ เป็นผู้นำทั้งด้วยคำพูดและการกระทำ
  • ⬜ คว้าแชมป์ทั้งระดับสโมสรและทีมชาติแบบจริงจัง
  • ⬜ ยังมีบทบาทสำคัญแม้แขวนสตั๊ดไปแล้ว (โค้ช/ผู้บริหาร/ทูตลูกหนัง)
  • ⬜ ชื่อถูกจารึกไว้กับสโมสรและประเทศในระยะยาว

ถ้าเช็กลิสต์นี้ใครผ่านครบทุกข้อ ชื่อคนนั้นก็สมควรถูกเรียกว่า “ตำนานระดับจักรพรรดิ” เหมือน ฟรานซ์ เบคเคนเบาว์เออร์ (Franz Beckenbauer)


FAQ: คำถามน่ารู้เกี่ยวกับฟรานซ์ เบคเคนเบาว์เออร์

ฟรานซ์ เบคเคนเบาว์เออร์ ได้แชมป์โลกกี่ครั้ง?

  • ในฐานะนักเตะ: 1 ครั้งกับเยอรมนีตะวันตก ปี 1974 (กัปตันทีม)
  • ในฐานะโค้ช: 1 ครั้ง ปี 1990
    รวมคือมีส่วนร่วมคว้าแชมป์โลก 2 ครั้งในสองบทบาทที่ต่างกัน

ทำไมถึงได้ฉายา “Der Kaiser”?
เพราะบุคลิกในสนามที่สง่างาม การยืน การเดิน การคุมเกม ดู “จังหวะช้าแต่มีรัศมี” คล้ายจักรพรรดิ แถมเป็นผู้นำทั้งทีมชาติและสโมสรในยุคที่เยอรมนีกำลังรุ่งมาก ๆ

ลิเบโร่แบบที่เบคเคนเบาว์เออร์เล่น ต่างจากเซ็นเตอร์ธรรมดายังไง?
ลิเบโร่ในแบบเขาไม่ได้ยืนต่ำอย่างเดียว แต่

  • ขยับขึ้นมาเล่นบอลกับมิดฟิลด์
  • เริ่มต้นเกมรุกจากแนวลึก
  • อ่านเกมและคุมแนวรับทั้งแผง
    เรียกง่าย ๆ คือ “ตัวรับ + ตัวคุมเกม” รวมกันในคนเดียว

เขาคือกองหลังที่เก่งที่สุดตลอดกาลไหม?
คำตอบขึ้นกับมุมมอง แต่แทบทุกโพลล์จัดอันดับโลก ทั้งฝั่งยุโรป–สากล จะมีชื่อเขาอยู่ในท็อป ๆ เสมอ และมักถูกเลือกเป็นเซ็นเตอร์ตัวหลักใน “ทีมรวมตลอดกาล” ของหลายสำนัก

หลังเสียชีวิตมีเกียรติยศอะไรให้เขาบ้าง?
มีทั้ง

  • การตั้งชื่อพื้นที่หน้าอลิอันซ์ อารีนา ว่า Franz-Beckenbauer-Platz 5
  • การสร้างรูปปั้นบรอนซ์หน้าสนาม
  • ทัวร์นาเมนต์ Beckenbauer Cup รำลึกถึงเขา
    สะท้อนว่าทั้งสโมสรและประเทศเห็นเขาเป็นหนึ่งในไอคอนสูงสุดของฟุตบอลเยอรมนี

สำหรับเราแล้ว ฟรานซ์ เบคเคนเบาว์เออร์ (Franz Beckenbauer) คือภาพแทนของคำว่า

“เล่นเก่ง คิดเก่ง นำทีมเก่ง และยังรักฟุตบอลจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต”

เขาแสดงให้เห็นว่ากองหลังไม่จำเป็นต้องหยาบ ไม่จำเป็นต้องเตะทิ้งอย่างเดียว แต่สามารถเป็น “สมองของทีม” ได้ พร้อม ๆ กับเป็นกำแพงด่านสุดท้ายที่ไว้ใจได้เสมอ

ทุกครั้งที่คุณเห็นเซนเตอร์ยุคใหม่ดันขึ้นมาเล่นคล้ายมิดฟิลด์ หรือทีมไหนต่อบอลจากหลังอย่างมั่นใจ ลองนึกถึงเงาของชายหมายเลข 5 คนหนึ่งที่เคยยืนอยู่ข้างหลังทุกคน เงียบ ๆ แต่คุมทั้งเกมเอาไว้ – ชื่อของเขายังจะถูกพูดถึงอีกนาน เท่าที่เกมที่เรียกว่าฟุตบอลยังคงถูกเล่นอยู่บนโลกใบนี้ 💛⚽